CNN Talk Asia

posted on 22 Sep 2008 13:24 by enjoyeating
Photobucket

Uploaded by kun pik
Special Thanks : Lawrencemalun @ Youtube

Jay_Chou_CNN_TALK_ASIA_Part_1.wmv [17.27 MB]

http://www.mediafire.com/?4dgy1bbfnxs

Jay_Chou_CNN_TALK_ASIA_Part_2.wmv [13.48 MB]

http://www.mediafire.com/?beajwmj92yx

Jay_Chou_CNN_TALK_ASIA_Part_3.wmv [15.32 MB]

http://www.mediafire.com/?p5mypdjy9y0


Translated by Qingqing @ Roo Jay
Special Thanks : Original Script by Derek Lasalle @ Jay2u

AR: ยินดีต้อนรับสู่รายการ Talk Asia ค่ะ สำหรับป๊อปสตาร์แล้ว ภาพลักษณ์คือทุกสิ่งทุกอย่าง แต่คุณบอกว่าคุณไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนั้น เพราะสำหรับคุณแล้วดนตรีต่างหากที่สำคัญ คุณคิดว่าดนตรีมีอิทธิพลอย่างไรกับตัวคุณบ้าง?

Jay: ดนตรีก็เหมือนชีวิตของผม มันค่อยๆ เติบโตและพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็มีอิทธิพลกับชีวิตผมมาก จริงๆ แล้วก็เหมือนกับน้ำดื่มนั่นหล่ะ ผมต้องดื่มทุกวัน แต่ประเด็นก็คือจะทำยังไงให้มันดียิ่งขึ้นไปอีก

AR: คุณมักจะร้องเพลงแบบงึมงัมๆ ถามจริงเถอะ คุณไม่อยากให้คนอื่นเข้าใจในสิ่งที่คุณร้องหรือ?

Jay: ผมไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นอย่างนั้น ผมไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นสไตล์ของผมเลย จนกระทั่งมีคนบอกผม แล้วตอนหลังผมก็เลยใช้วิธีการร้องแบบนั้นมาเป็นสัญลักษณ์เฉพาะตัวเสียเลย และด้วยวิธีร้องแบบนี้ เลยทำให้ผมใช้เสียงของตัวเองมาเป็นเครื่องดนตรีได้ ถ้าคุณไม่ได้ยินผมร้องอะไรจริงๆ ก็ไปอ่านเนื้อเพลงเอาไง ดีกว่าเสียอีกเพราะจริงๆ แล้วเนื้อเพลงมีไว้ให้อ่านในฐานะที่เป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง (จ้าพ่อคุณแถไปได้เรื่อย) ไม่งั้นแล้วเราจะพิมพ์เนื้อเพลงออกมาทำไมกัน แถมยังเป็นโอกาสที่จะให้คุณได้ชื่นชมกับความสวยงามของเนื้อเพลงอีกด้วย

AR: อืม ฉันคิดว่านั่นคือมุมมองอีกอย่างหนึ่ง คุณมักจะถูกกล่าวถึงว่าเป็นแอนตี้ฮีโร่ในวงการ ซึ่งก็คือใครบางคนที่มีชื่อเสียงโดยไม่ตั้งใจ เพราะคุณเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยพูด คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคุณจะไม่ถูกกลั่นแกล้งหรือถูกบีบบังคับจากธุรกิจนี้? (ไม่รู้ว่าถ่ายทอดความหมายถูกหรือเปล่า)

Jay: ผมคิดว่าธุรกิจบันเทิงในไต้หวันหรือแม้แต่ในภูมิภาคที่พูดภาษาจีนนั้นค่อนข้างต่างจากธุรกิจบันเทิงในสหรัฐฯ ยิ่งคุณทำตัวไม่เป็นข่าวและปิดปากเงียบมากเท่าใด ปาปารัสซี่ก็จะวิ่งไล่คุณมากขึ้นเท่านั้น แล้วผมก็บังเอิญเป็นคนประเภทนี้เสียด้วย ฉะนั้นผมคิดว่านี่คือข้อแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สำคัญ การเป็นคนดังไม่ได้การันตีว่าคุณจะอยู่ในสถานะที่ได้รับความเคารพในวงการนี้ ในแง่นี้ ผมว่ามันต่างจากวัฒนธรรมอเมริกัน

AR: ย้อนกลับไปในปี 2003 คุณได้แสดงคอนเสิร์ตต่อหน้าคนนับหมื่นที่ MGM Grand ลาสเวกัส ฟังดูเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากๆ โดยเฉพาะสำหรับผู้ชายที่บอกว่าไม่ค่อยมีความมั่นใจ แล้วคุณผ่านสถานการณ์นั้นมาได้ยังไง?

Jay: ผมคิดว่าความมั่นใจของผมอยู่บนเวที หรือเมื่อผมต้องยืนอยู่หน้ากล้อง ผมเหมือนคนสองคนคือ คนที่อยู่บนเวที และอยู่ด้านล่างเวที บนเวที ผมต้องมีความมั่นใจ โดยเฉพาะเมื่อทุกคนกำลังถ่ายรูปผม และเมื่อคุณรู้ว่ามีคนจับตาดูคุณบนจอ เจย์ โจวในทีวีไม่เหมือนกับเจย์ที่อยู่ด้านล่างเวทีเลย

AR: ป๊อปสตาร์ส่วนใหญ่มักร้องเพลงเกี่ยวกับหนุ่มสาว แต่ดูเหมือนคุณจะมีแนวทางอีกอย่างหนึ่ง คุณร้องเพลงเกี่ยวกับพ่อที่ทำร้ายลูก ความรักที่ถูกทอดทิ้ง และอื่นๆ คุณได้ข้อมูลแง่ลบเหล่านี้มาจากไหนกัน

Jay: ผมคิดว่าเพลงของผมต่างจากวัฒนธรรมเพลงแร็พทางฝั่งตะวันตก ทางตะวันตกมักจะใช้ภาษาหยาบคาย และหัวข้อเกี่ยวกับความรุนแรง แต่คุณจะไม่พบเนื้อหาแบบนั้นในเพลงของผม เหตุผลเดียวที่ผมร้องเพลงเกี่ยวกับพ่อที่ทำร้ายลูกคือผมอยากเตือนให้ทุกคนนึกถึงปัญหาสังคมที่เรามีอยู่
AR: UK Think Tank Chatterhouse จัดอันดับให้คุณเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของจีน เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ทำให้คุณรู้สึกว่าต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นหรือไม่?

Jay: ผมมีความรู้สึกต้องรับผิดชอบในการเป็นแรงบันดาลใจให้สังคม โดยเฉพาะเด็กๆ นี่พูดจริงๆ นะ นั่นคือเหตุผลที่ธีมที่สำคัญที่สุดในเพลงของผมคือความรัก ซึ่งรวมไปถึงความรักที่มีต่อพ่อแม่ เพลงแร็พในอเมริกาล้วนเกี่ยวกับยาเสพติด อาวุธปืน และความรุนแรง แต่เพลงของผมนั้นตรงกันข้าม เพลงของผมเมื่อฟังดูแล้วเหมือนจะเกี่ยวกับความรุนแรง แต่เนื้อเพลงเกี่ยวกับความรักทั้งนั้น เช่น อย่าไปเสพยา หรือ ให้ดูแลพ่อแม่ของตัวเอง ฉะนั้น สำหรับชาวตะวันตกแล้วผมคิดว่าพวกเขาคงจะรู้สึกแปลกใจในความย้อนแย้งที่มีในเพลงของผม เพลงที่จังหวะฟังดูรุนแรง แต่เนื้อหาเน้นด้านอารมณ์ความรู้สึก แบบซอฟต์ๆ ผมคิดว่านี่หล่ะคือวิธีการทำเพลงของผม

AR: ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคนดังที่สุดของเอเชีย คุณจึงตกเป็นเป้าหมายของพวกปาปารัสซี่ แล้วก็ดูเหมือนว่าคุณจะรู้สึกเกลียดชังพวกเขาเป็นพิเศษจากเพลงที่คุณร้อง อะไรที่ทำให้คุณโกรธพวกเขามากที่สุด?

Jay: ผมไม่คิดว่าจะมีใครชอบปาปารัสซี่ โดยเฉพาะเมื่อคุณเป็นศิลปิน ผมคิดว่าบางครั้งพวกเขาก็เอ่อ.. ไม่รู้จะพูดยังไงดี ที่จริงผมก็เขียนเพลงเกี่ยวกับพวกเขาโดยเฉพาะไปแล้ว เนื้อเพลงก็ได้ถ่ายทอดถึงสิ่งที่ผมอยากจะบอกพวกเขาไว้อย่างชัดเจน แล้วผมก็ได้ร้องเพลงนั้นแล้วด้วย

AR: อ่าหวังว่าจะในเพลงนั้นจะไม่พูดถึงฉันนะคะ (555) แล้วการเผชิญหน้ากันที่เลวร้ายที่สุดระหว่างคุณกับพวกปาปารัสซี่หล่ะ?

Jay: ก็มีอยู่หนึ่งหรือสองครั้ง มีครั้งหนึ่งที่ผมคิดว่าพวกเขาล้ำเส้นเกินไปแล้ว ตอนนั้นผมกำลังขับรถอยู่ แล้วพวกเขาก็ขี่มอเตอร์ไซค์ตามมา ที่จริง ผมก็เห็นแต่ไกลแล้วหล่ะ ทีนี้พอติดไฟแดง ผมรู้สึกโมโหขึ้นมาถึงกับลงจากรถแล้วก็พยายามจะไปดึงกุญแจมอเตอร์ไซค์มาเพื่อที่จะเขวี้ยงทิ้ง แต่พวกเขาไวกว่าเลยเก็บกุญแจนั่นไว้ได้ แล้วพวกเขาก็ถ่ายเหตุการณ์นั้นไว้ทั้งหมด นั่นคือประสบการณ์การเผชิญหน้ากันครั้งแรกระหว่างผมกับปาปารัสซี่ (เจี๋ยลืมเล่าว่าชูนิ้วกลางด้วยอ่ะ 555)

แล้วก็ครั้งที่สอง ตอนนั้นมีปาปารัสซี่รอผมอยู่นอกบริษัท ผมก็เลยไปร้าน 7-11 แล้วก็ซื้ออาหารหมามากระป๋องนึง แล้วก็เอาไปวางไว้บนหลังคารถของเจ้าพวกนั้น แล้วก็เดินจากไป เหตุการณ์ทั้งสองนี้ค่อนข้างน่าตื่นเต้นทีเดียว (คำว่าหมาในภาษาจีนเป็นแสลงหมายถึงปาปารัสซี่ เผื่อใครลืม)

AR: คุณคิดว่าชื่อเสียงทำให้คุณเปลี่ยนไปไหม?

Jay: อืม เปลี่ยนตัวผมงั้นเหรอ? ถ้าเป็นเรื่องของการสูญเสียความเป็นอิสระ อันนี้จะชัดเจนกว่า แต่เมื่อผมตัดเรื่องนี้ออกไป ก็พบว่า ยังมีสิ่งดีๆ อีกมากมายที่ได้เจอ อย่างแรกคือ ผู้คนที่พูดภาษาจีนทั่วโลกฟังเพลงของผม ผมสามารถแสดงบนเวทีและร้องเพลงของตัวเองได้ มีแต่เรื่องความเป็นอิสระเท่านั้นที่ผมต้องปรับตัว ส่วนเรื่องอื่นๆ ผมก็แฮ็ปปี้ดี
AR: ((พูดถึงหนังของเจี๋ยแล้วถามว่า คิดไหมว่าเด็กผู้ชายขี้อายคนหนึ่งที่ชอบเล่นเปียโนจะมาได้เห็นตัวเองบนจอภาพยนตร์))

Jay: ในตอนแรกผมรู้สึกแปลกๆ ที่เห็นตัวเองในหนัง ผมรู้สึกว่า นั่นไม่ใช่ตัวผมเลย แต่ในตอนนั้นผมรู้สึกตื่นเต้นกับประสบการณ์การถ่ายหนัง ก็เลยเดินหน้าโปรเจ็กต์หนังเรื่องอื่นๆ ต่อไป ความหวังของผมก็คือเพื่อพรีเซนต์ให้แฟนๆ ได้เห็น ฉะนั้นแฟนๆ คือแรงสนับสนุนของผม

AR: เมื่อพูดถึงภาพยนตร์แล้ว สิ่งที่คุณรู้สึกภูมิใจเกี่ยวกับหนังที่คุณได้เล่นหรือสร้างมาคืออะไร?

Jay: คงต้องบอกว่าเป็นโปรเจ็กต์ที่ผมได้ร่วมงานกับผู้กำกับจางอี้โหมว ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ทำงานร่วมกับเขา แล้วก็เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยจินตนาการมาก่อน ผมมีโอกาสทำงานร่วมกับโจวหยุนฟะ และ กงลี่ นี่คือสิ่งที่ผมไม่เคยฝันมาก่อนเลยว่าจะได้ทำในชีวิต ถือเป็นเรื่องที่โชคดีมากที่มีดาราเหล่านี้มาแสดงร่วมด้วยในหนังเรื่องที่สองในชีวิต แม้ว่าคุณจะเป็นดาราระดับมืออาชีพก็เถอะ แล้วนับประสาอะไรกับผมที่ในตอนนั้นเป็นเพียงแค่นักดนตรีที่กลายเป็นนักแสดง


AR: คุณได้ประสบการณ์อะไรจากการทำงานร่วมกับดารารุ่นใหญ่อย่างกงลี่และโจวหยุนฟะ

Jay: สิ่งที่ผมเรียนรู้ก็คือดาราระดับแนวหน้าเหล่านี้มีความถ่อมตนสูง พวกเขาเป็นกันเองกับทุกๆ คน คุณจะไม่เห็นพวกเขาออกท่าทางขี้วีนเหมือนที่เหล่าบรรดาคนดังทำเสมอเวลาอยู่หลังฉากเลย เช่นว่า โจวหยุนฟะนั้นก็มักล้อเล่นกับคนอื่นๆ เสมอ ทุกครั้งที่คุณเดินเข้าฉาก คุณจะได้ยินเสียงพวกเขาหัวเราะ เขา (โจวหยุนฟะ) เป็นคนที่รู้จักวิธีทำให้ผู้อื่นผ่อนคลายเมื่ออยู่ใกล้เขา หรืออย่างผู้กำกับจางอี้โหมว ผมก็ไม่เคยเห็นเขาอารมณ์เสียเลย ดังนั้น ผมได้เรียนรู้อะไรมากมายจากเขาจริงๆ

AR: มาถึงปี 2007 สำหรับหนังเรื่อง Secret คุณรับบทแสดงนำ เขียนบทภาพยนตร์เอง และกำกับเอง ทำไมคุณถึงเหมาทำทุกอย่างเอง?

Jay: อืม ผมคิดว่าเป็นเพราะผมเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่รู้สิ อาจเพราะผมเกิดมาเพื่อเชื่อในตัวเองมากกว่าคนอื่น นั่นเป็นเหตุผลที่ผมชอบทำงานทุกอย่างให้สำเร็จด้วยตัวเอง เมื่อผมเข้าใจถึงวิธีการ ผมก็จะทำด้วยตัวเอง อย่างเพลงประกอบในหนังของผม เรื่องทั้งหมดในหนังก็มาจากความคิดของผม ฉะนั้นแน่นอนว่าผมต้องรู้เรื่องบทดีที่สุด และโดยธรรมชาติแล้ว หนังก็จะมีสไตล์อย่างที่ผมอยากให้เป็น ถ้าผมเป็นคนกำกับเอง อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ผมเริ่มแก่แล้ว ก็เลยอยากเล่นเป็นนักเรียนให้ดูน่าเชื่อในขณะที่ยังมีโอกาส เพราะมันคงจะสายเกินไปแล้วที่จะทำอย่างนั้นในอีกสองสามปีข้างหน้า  ดังนั้นผมเลยชอบทำทุกอย่างด้วยตัวเอง
AR: เห็นชัดว่าคุณชอบเป็นผู้ควบคุมโปรเจ็กต์ต่างๆ มันแฟร์พอไหมที่จะเรียกคุณว่าเป็น "จอมบงการ" (Control Freak)?

Jay: ผมคิดว่าผมเกิดมาเพื่อจะเป็นคนที่ชอบควบคุมคนอื่น เพราะผมมักจะสั่งให้คนโน้นทำนั่นนี่ และเพราะผมไม่มีพี่น้อง ผมก็เลยอยากเป็นพี่ใหญ่ อย่างในวงการเนี่ย ผมก็จะพยายามดูแลนักร้องหน้าใหม่ เพราะผมอยากให้รู้สึกว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน (จะดูแลเป็นพิเศษหากเป็นนักร้องสาวๆ อุอุ)

AR: คุณเป็นคนเป็นที่รู้จักทั่วไปในสังคม ไปไหนก็มีแต่เรื่องราวของคุณ แล้วคุณก็ยอมรับฟังนักวิจารณ์ เช่น เมื่อตอนที่คุณเล่นหนังเรื่อง Initial D คุณบอกว่าคุณสนุกมากกับงานที่ทำ แต่คำวิจารณ์เรื่องการแสดงของคุณออกมาไม่ค่อยดีนัก คุณรับมือกับคำวิจารณ์นั้นอย่างไร?

Jay: สิ่งที่ผมได้ยินจากนักวิจารณ์ก็คือ หน้าตาไร้อารมณ์ นั่นคือประสบการณ์การแสดงครั้งแรกของผม แต่ต่อมา เมื่อผมคิดถึงคำวิจารณ์นั้น ผมก็เข้าใจว่า อ่อ ผมยังแสดงได้ไม่ดี แต่ จริงๆ แล้ว ผมก็เล่นเป็นตัวเองนะไอ่เรื่องการทำสีหน้าไร้อารมณ์น่ะ เพราะทาคุมิในการ์ตูนก็เป็นแบบนี้ เป็นคนเงียบๆ ที่ขับรถ จมจ่อมอยู่กับความคิดของตัวเอง  ผมคิดว่าการแสดงสีหน้าไร้อารมณ์ก็เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงของผมนะ เพราะผมถ่ายทอดคาแรกเตอร์นี้ได้เป็นธรรมชาติมาก แล้วคุณก็รู้นี่ว่าการเล่นให้เป็นธรรมชาตินั้นคือสิ่งที่สำคัญมาก (แถไปได้อีก...)

AR: ในหนังเรื่องนี้ คุณได้เล่นคู่กับดาราอีกคนอย่าง Edison Chen ทำงานร่วมกับเขาเป็นยังไงบ้าง?

Jay: ผมคิดว่าเขาเป็นคนมีบุคลิกเฉพาะตัว ตอนถ่ายหนังเรื่องนี้อยู่ ผมคิดว่าบทในการ์ตูนเรื่องนี้เขียนขึ้นสำหรับเขาโดยเฉพาะ เขาเข้ากับคนอื่นได้ดี เราเคยติดต่อกันอยู่บ่อยครั้งหลังจากถ่ายหนังเสร็จ แต่พักนี้ไม่ค่อยได้ติดต่อกันแล้ว

AR: แล้วคุณคิดอย่างไรกับเรื่องอื้อฉาวนี้?

Jay: ที่จริงผมช็อคมากๆ ไม่รู้จะพูดอะไรดี เราเคยติดต่อกันหลังจากถ่ายหนังเสร็จแต่ก็ขาดการติดต่อกันไปแล้ว (ย้ำๆ ว่ากรูไม่ได้ติดต่อกันแล้ว 555) ไม่แน่ใจว่าตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้าง

AR: เจย์ คุณถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวที่มีแต่แม่คนเดียว แล้วคุณก็เป็นลูกคนเดียว รู้สึกเหงาไหม?

Jay: แน่นอน ผมรู้สึกเหงาเมื่อผมเป็นเด็ก ก็คงจะเป็นแบบนั้นสำหรับเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีแม่หรือพ่อคนเดียว แต่ก็คงเพราะสถานการณ์เช่นนั้น เลยทำให้ผมมีเวลาว่างมากพอที่จะทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ ทำให้ผมได้ฝึกฝนด้านดนตรีอย่างจริงจัง

AR: ฉะนั้นการที่เป็นลูกคนเดียวที่ถูกเลี้ยงดูมาโดยคุณแม่เพียงคนเดียวก็เป็นเรื่องที่ดีแล้วสำหรับคุณ

Jay: อืม บางทีอาจจะไม่ดีเท่าไรสำหรับแม่ แต่ดีสำหรับผม (แม่เหนื่อย มันสบาย 555)

AR: คุณเริ่มเล่นเปียโนเมื่อยังเล็กมาก คือตอนอายุ 3 ขวบ แล้วคุณก็ต้องฝึกซ้อมตามตารางอย่างเคร่งครัด และฉันอ่านเจอมาวามีหลายครั้งที่คุณอยากจะเลิก แต่ทำไมคุณถึงไม่เลิก?

Jay: ในตอนนั้น ผมรู้สึกกดดันมากจริงๆ เวลาที่เห็นเด็กคนอื่นวิ่งเล่น ผมก็รู้สึกว่านี่มันไม่ยุติธรรมสำหรับผมเลย แต่ทุกครั้ง ผมก็จะคิดถึงว่าแม่ต้องจ่ายเงินไปมากแค่ไหนกับเปียโน ผมก็เลยไม่อยากให้แม่ผิดหวัง นั่นคือเหตุผลที่มีหลายครั้งที่ผมอยากจะเลิกเล่น แต่ผมก็พยายามทำให้แม่พอใจ แล้วก็บอกตัวเองว่าสักวันหนึ่ง สิ่งที่เพียรพยายามจะบังเกิดผล

AR: คุณต้องซ้อมหนักแค่ไหน?

Jay: ตอนเล็กๆ ก็ซ้อมวันละ 2-3 ชั่วโมง (ทุกวันเลยเหรอคะ? ) ใช่ ตอนเป็นเด็ก ฝึกทุกวัน แต่มันก็แค่ตอนเป็นเด็ก ผมมาเลิกซ้อมเอาตอนที่เริ่มออกอัลบั้มของตัวเองนี่แหล่ะ (กร๊ากกก)

AR: ชีวิตสมัยเรียนเป็นยังไงบ้าง?

Jay: สมัยเรียน ผมไม่ใช่เด็กที่ชอบเรียกร้องความสนใจ (หรือไม่ใช่เด็กมีปัญหาน่ะเอง) ฉะนั้นก็เลยเข้ากับเพื่อนๆ ร่วมชั้นได้ดี ที่จริง ผมก็คิดถึงช่วงที่เรียนหนังสือมากจนถึงกับตัดสินใจทำหนังเกี่ยวกับช่วงเวลานั้นขึ้นมา ผมคิดว่าชีวิตวัยเรียนนั้นเป็นสิ่งสวยงาม

AR: ถามเรื่องที่เข้ามาประกวดร้องเพลง

Jay: ผมคิดว่าในไต้หวันมีรายการประกวดร้องเพลงโชว์ความสามารถมากมาย แล้วก็ไม่ยากอะไรที่จะแจ้งเกิด แต่ย้อนไปเมื่อ 8 อืมไม่ใช่สิ 10 ปีก่อน ผมไม่ได้สมัครเป็นผู้ร่วมแข่งขัน แต่เพื่อนร่วมชั้นของผมสมัครให้ เพราะใครๆ ก็รู้ว่าผมชอบแต่งเพลงมาก เพราะฉะนั้นผมก็เลยรู้สึกว่า โอเค ลองดูก็ได้ ไม่ได้ทำเพื่อจะได้มีชื่อเสียง ผมไม่เคยชินกับการที่มีคนมาให้ความสนใจแบบนี้นับตั้งแต่เริ่มเข้าวงการเพราะผมไม่เคยคิดอยากเป็นป็อปไอคอนหรืออะไรก็ตามแต่ อัลบั้มแรกของผมก็เป็นการรวมเพลงที่ผมเขียนให้คนอื่นแล้วเขาไม่เอา ดังนั้นผมก็เลยเอามารวบรวมใหม่ รีมิกซ์ แล้วก็บันทึกเสียงด้วยตัวเอง เป้าหมายของผมเพียงอย่างเดียวในตอนนั้นก็คือการเป็นนักร้องนักแต่งเพลง เพราะผมไม่ใช่คนหน้าตาดี ดั้งนั้นผมคิดว่าคงเป็นเรื่องของโชคที่ทำให้ผมโดดเด่นขึ้นมา  มันเป็นเรื่องของจังหวะ สถานการณ์และผู้คนที่ทำให้ผมก้าวหน้าเดินต่อไปได้

AR: คุณเป็นหนุ่มโสดผู้ร่ำรวย แต่ทำไมยังอาศัยอยู่กับแม่ล่ะ? ชีวิตชายโสดไม่มีอะไรดึงดูดใจคุณบ้างเลยเหรอ? ไม่อยากมีพื้นที่ส่วนตัวเหรอ?

Jay: ผมไม่คิดว่าผมจะย้ายออกนะ พ่อแม่ผมหย่ากันตั้งแต่ผมยังเด็ก ผมก็เลยตัดสินใจว่าแม้ว่าวันหนึ่ง ผมจะแต่งงาน ผมก็จะยังคงอยู่กับแม่ เพื่อที่ผมจะได้คอยดูแลท่านและอยู่เป็นเพื่อนท่าน ผมคิดแบบนี้มาหลายปีแล้วนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ผมก็จะอยู่กับแม่

AR: ล้อเล่นหรือเปล่า ฮ่ะฮ่า...

Jay: อืม บางทีอาจเป็นเรื่องของความแตกต่างทางวัฒนธรรมของชาวจีนและชาวตะวันตก เด็กทางตะวันตกโตขึ้นเพื่อแยกตัวออกจากครอบครัว เลี้ยงตัวเอง มีชีวิตเป็นของตัวเอง แต่คนจีนนั้นต่างออกไป พวกเราให้ความสำคัญกับรากเหง้าของตัวเองมาก ไม่ว่าคุณจะทำเงินได้มากมายแค่ไหนนอกบ้าน แต่คุณก็ยังคงต้องกลับบ้านเพราะเรามีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องดูแลพ่อแม่ นี่คือข้อแตกต่างเท่าที่ผมรู้นะ

AR: โมเมนต์ไหนในการทำงานของคุณที่รู้สึกว่าภูมิใจที่สุด ทั้งเพลง หนัง หรืออะไรก็ตาม

Jay: โมเมนต์ที่ภูมิใจที่สุดงั้นเหรอ?? อืม ผมมีโมเมนต์แบบนั้นในหลายช่วงเวลา เช่นว่า หลังจากจบคอนเสิร์ตครั้งแรกในชีวิต ผมก็รู้สึกภูมิใจในตัวเอง พอมีคนมาปั้นหุ่นขี้ผึ้งรูปผม ผมก็รู้สึกภูมิใจเหมือนกัน มันมีหลายโมเมนต์น่ะ ประเด็นก็คือในแต่ละช่วงเวลาของอาชีพ คุณก็จะมีคำจำกัดความของความภูมิใจต่างกันออกไป ในญี่ปุ่น ผมได้รับเกียรติให้แสดงคอนเสิร์ตที่ Nippon Budokan ถือเป็นเกียรติอย่างสูงเพราะศิลปินญี่ปุ่นหลายๆ คนยังอยากจะมีการแสดงที่นี่ นี่ก็คือสิ่งที่ทำให้ผมภูมิใจในตัวเองเช่นกัน แล้วผมก็ยังได้กำกับหนังเรื่องแรก ผมก็รู้สึกภูมิใจกับสิ่งนี้ด้วย  มันขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ในช่วงเวลาใด

AR: คุณทำงานมาทุกอย่างที่มีในวงการบันเทิงแล้ว แล้วคุณก็เพิ่งอายุ 29 ยังมีอะไรที่อยากทำอีกไหม

Jay: ผมเริ่มคิดว่าบางทีการที่ผมรู้อะไรหลายๆ อย่างนี่ก็ไม่ใช่เรื่องดี เพราะยิ่งผมรู้เยอะ ก็ยิ่งมีงานเยอะตามมา แล้วก็ทำให้ผมบ้า สิ่งเดียวที่ต้องการในตอนนี้ก็คือผมอีกหนึ่งคน ผมรู้ว่ามีหลายคนในจีนแผ่นดินใหญ่ที่หน้าตาเหมือนผมมาก ฉะนั้นบางทีผมก็พูดตลกๆ ว่าเฮ่ คุณหน้าตาคล้ายผมมาก ช่วยทำงานให้ผมหน่อยได้ไหม คุณไปดูแลเรื่องโฆษณา แล้วเดี๋ยวผมดูเรื่องคอนเสิร์ตเอง ดังนั้น ง่ายๆ เลยคือ ผมอยากมีคู่แฝดมาช่วยแบ่งเบาภาระงานที่หนักอึ้ง และอยากมีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น

AR: ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะที่สละเวลาให้เราในวันนี้

Jay: Thank You